วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

wal-mart

1. เทคโนโลยี RFID มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับธุรกิจของ Wal-Mart และมีประโยชน์กับตัวแทนจำหน่ายอย่างไร- ระบบ RFID จะช่วยให้ธุรกิจของ Wal – Mart ลดการขาดแคลนของสินค้าใน Stock- ทำให้เพิ่มยอดขายและนอกจากนี้ยังเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินงานด้วย เพราะระบบนี้จะเป็นการติดตั้งแถบวิทยุ ความถี่ที่ตัวสินค้าซึ่งจะสามารถทำให้ Check Stock ของสินค้าได้อย่างแม่นยำ- ตัวแทนจำหน่ายของ Wal –Mart ก็จะได้รับประโยชน์โยสามารถตรวจสอบว่าสินค้ามีอยู่ใน Stock จำนวนเท่าไหร่ไม่ว่าจะที่สาขาตัวเองหรือสาขาอื่นซึ่งจะทำให้การถ่ายโอนสินค้าระหว่างกันทำหด้อย่างรวดเร็วและทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเนื่องจากระบบดังกล่าวจะทำให้สินค้าไม่ขาด Stock สามารพที่จะสนองต่อความต้องการสินค้าของลูกค้าได้ตลอดเวลา2. องคืประกอบอะไรในการจัดการบริหารองคืกรและเทคโนโลยีที่อธิบายถึงเหตุผลของตัวแทนจำหน่ายของ Wal –Mart มีอุปสรรคในการใช้งานของระบบ RFID- ตัวแทนจำหน่ายของ Wal – Mart มีปัญหาในการดำเนินการเอาระบบ RFID มาใช้เนื่องจากเทคโนโลยีของ RFID และเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ นอกจากนั้นการนำระบบมาใช้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่ตัวแทนจำหน่ายและการบริหารจัดการเป็นการสั่งการจากสำนักงานใหญ่ ให้ตัวแทนจำหน่ายดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงความพร้อมนอกจากนี้ต้นทุนในการทำระบบ RFID ค่อนข้างสูง3. เงื่อนไขอะไรที่ทำให้ระบบ RFID เป็นที่นิยมในตัวแทนจำหน่าย- เงื่อนไขที่ทำให้เป็นที่นิยมของตัวแทนจำหน่าย คือระบบ RFID ช่วยลดการขาดแคลนสินค้าใน Stock และสามารถ เช็คstock สินค้าของสาขาอื่นได้ด้วยว่ามีสินค้าคงเหลือที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าหรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ระบบนี้จะไม่เกิดปัญหาในการขาดแคลนสินค้าได้เลย4. WAL –Mart ควรจะให้ตัวแทนจำหน่ายทั้งหมดใช้ระบบ RFID หรือไม่ และ ทำไม จงอธิบาย- WAL –Mart ควรจะให้ตัวแทนจำหน่ายใช้แม้ว่าต้นทุนในการลงทุนครั้งแรกสูง แต่ระบบ RFID นี้ Wal – mart สามารถตรวจสอบสินค้าใน stock ได้ทั้งระบบว่าตัวแทนจำหน่ายรายใหนมีสินค้าคงเหลืออยู่เท่าไหร่ซึ่งจะทำให้สามารถทดแทนสินค้าในสาขาที่ขาดแคลนได้ทันเวลาและจะทำให้สนองสินค้าต่อความต้องการได้เป็นอย่างดีและจะเป็นผลพวงทำให้ยอดขายสินค้าของห้าง Wal-mart เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นระบบตรวจสอบสินค้าทั้ง เข้า และ ออกในการควบคุมปริมาณสินค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

scm crm erp คือ

crm scm erp การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation Management-CRM) (1/2)การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation Management :CRM)ความนำการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันขององค์การนั้นจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด ลูกค้ามีส่วนสำคัญมาก การรักษาลูกค้าให้อยู่ได้นานเป็นสิ่งสำคัญที่องค์การต่างให้ความสนใจ CRM จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์การหลายๆ องค์การนำมาใช้อย่างมากทั้งนี้เพื่อให้องค์การสามารถสร้างและรักษาความจงรักภักดีของลูกค้าที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อองค์การและเป็นผู้สร้างกำไรระยะยาวให้กับองค์การCRM หมายถึง วิธีการในการสร้าง การรักษา และความพยายามในการดึง Customer Value ออกมา และสร้างเป็นคุณค่าระยะยาว Life time Customer Value ดังนั้น CRM จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า CRM เป็นทั้งกลยุทธ์และเครื่องมือขององค์การ และของพนักงานในองค์การที่จะในการให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งกลยุทธ์ไม่ได้หมายความถึงเทคโนโลยีที่มีราคาแพง องค์การไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินไปหากองค์การมีเทคโนโลยีที่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากจะก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองต้นทุนในการเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างมาก องค์การควรให้ความสำคัญกับการกำหนดกลยุทธ์ CRM มากกว่า ทั้งนี้องค์การต้องให้พนักงานเข้าใจว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่จะสนับสนุนกลยุทธ์ CRM เท่านั้นCRM เป็นส่วนหนึ่งของทุกคนในองค์การ และสร้างความได้เปรียบให้กับองค์การ สามารถช่วยให้องค์การคาดการณ์ส่วนแบ่งทางการตลาดได้ ทั้งนี้องค์การจะต้องให้ความสำคัญกับทั้งลูกค้าภายในและภายนอกองค์การแนวคิดพื้นฐานของการบริหารลูกค้าสัมพันธ์การพัฒนาระบบการจัดการลูกค้าสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมีสิ่งสำคัญที่เป็นหลักของการบริหาร คือ การตระหนักถึงความสำคัญของลูกค้าแต่ละราย ว่าลูกค้าแต่ละรายนั้นมีความสำคัญไม่เท่ากัน การที่องค์การสามารถทำให้ลูกค้าจงรักภักดีต่อองค์การได้นั้น เป็นหัวใจหลักในการนำองค์การไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจระยะยาวCRM เป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้องค์การสามารถจัดการกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์การให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดต่อองค์การการบริหาร CRM จะประสบความสำเร็จได้นั้นมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ คือ1. มีการร่วมมือกันอย่างทุมเทในการดำเนินกลยุทธ์ CRM ของบุคลากรทุกระดับในองค์การ2. พนักงานทุกระดับและทุกหน่วยเก็บข้อมูลเพื่อสนับสนุนระบบ CRM อย่างถูกต้อง3. เครื่องมือ CRM จะต้องสอดคล้องกับตัวระบบการให้บริหารเพื่อให้พนักงานและลูกค้ามีความสะดวกในการใช้งาน 4. ใช้ข้อมูลรายงาน CRM ที่จำเป็นและมีการแบ่งปันไปสู่ทีมงาน5. การดำเนินกลยุทธ์ CRM นั้นไม่ใช่การมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีราคาแพงเป็นหัวใจสำคัญแต่องค์การสามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ถึงแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีราคาถูกแต่องค์การสามารถใช้ให้เกิดประสิทธิภาพได้ หากเปรียบเทียบกับการนำเทคโนโลยี ไฮ-เทคเข้ามาใช้แล้วทำให้เกิดความวุ่นวาย และเพิ่มต้นทุนมหาศาล การใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ก็จะก่อให้เกิดคุณค่ามากกว่าการทำ CRM จะเป็นตัวช่วยบอกองค์การว่าควรจะรักษาลูกค้าประเภทใดแนวคิดเกี่ยวการเก็บรักษาลูกค้าให้ได้นาน ๆ นั้นจะช่วยลดต้นทุน เนื่องจากถ้าองค์การสามารถรักษาลูกค้าให้อยู่กับองค์การได้ จะช่วยเป็นการลดต้นทุนที่เกิดจากการลดการทำงานให้เหลือน้อยครั้ง องค์การไม่ต้องเริ่มกระบวนการทำงานใหม่บ่อย ๆ ถ้าหากลูกค้าเข้า ๆ ออก ๆ จะทำให้เสียต้นทุนและไม่เกิดโอกาสในการทำกำไร ซึ่งโอกาสในการทำกำไรนั้นส่วนหนึ่งมาจาก การทำ Cross Selling และ Up Selling

Supply Chain ManagementSupply Chain Management คือ การบริหารวัตถุดิบ ข้อมูล และการเงิน นับตั้งแต่กระบวนการจากผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ถึงผู้ผลิต ถึงผู้กระจายสินค้า ถึงตัวแทนจำหน่าย และถึงผู้บริโภคในขั้นตอนสุดท้าย การบริหารห่วงโซ่อุปทานจึงเป็นการประสานกลยุทธ์การทำงานของหน่วยธุรกิจทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนสินค้าคงคลัง และเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้สูงสุดประโยชน์ของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน1. เสริมสร้างความสามารถในการบริหารและการแข่งขันของสมาชิกในห่วงโซ่อุปทาน 2. ส่งเสริมการเติบโตและความยั่งยืนของธุรกิจ 3. สมาชิกในห่วงโซ่อุปทานปรับระบบการทำงานให้สอดคล้องกัน 4. แบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน 5. ใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกันแนวคิดการบริหารห่วงโซ่อุปทาน1. เปลี่ยนจากการทำงานตามบทบาทและหน้าที่ของแต่ละผ่ายเป็นการทำงานร่วมกันเป็นกระบวนการ 2. เปลี่ยนเป้าหมายที่กำไรเป็นการทำงานที่มีเป้าหมายหลายด้าน 3. เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เป็นการมุ่งเน้นลูกค้า 4. รักษาปริมาณสินค้าคงคลังในระดับที่เหมาะสม และสามารถสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้สูงที่สุดโดยใช้ระบบสารสนเทศเชื่อมโยงและแจ้งข้อมูลได้ทันที 5. สร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างหน่วยธุรกิจต่างๆ ประกอบการติดต่อด้วยสัญญาทางการค้า ใบสั่งสินค้า หรือการเจรจาทางการค้า กลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่อุปทาน1. จัดระบบให้ยืดหยุ่น และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยออกแบบโครงสร้างและกระบวนการต่างๆ ภายในห่วงโซ่อุปทานอย่างเหมาะสม และครอบคลุม 2. ระบุประเภทของเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการดำเนินการในแต่ละกระบวนการ 3. ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม โดยปรับและเชื่อมโยงระบบข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 4. สร้างพันธมิตร ประสานงานระหว่างคู่ค้า ผู้ส่งมอบ ผู้ให้บริการ และลูกค้า 5. ใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยพัฒนาเครือข่ายพันธมิตร และร่วมจัดทำแผนการดำเนินงาน 6. พัฒนาบุคลากรให้สามารถทำงานข้ามวัฒนธรรม ข้าใจงานทุกระบบ ทำงานได้หลากหลาย และมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีการเลือกและบริหารพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน1. ผู้บริหารระดับสูงไว้วางใจซึ่งกันและกัน 2. สายผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบันของลูกค้า 3. มีเทคโนโลยีระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน 4. สถานภาพของบริษัทที่เป็นสมาชิกแข็งแกร่ง 5. สมาชิกทุกคนมีพันธสัญญาว่าจะทำงานร่วมกันทั้งทางวาจาและทางปฏิบัติ 6. วางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้อง กลมกลืน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างสมาชิกในห่วงโซ่อุปทาน 7.สมาชิกในห่วงโซ่อุปทานทุกฝ่ายร่วมกันวางแผนและปรับลักษณะการปฏิบัติงานภายในหน่วยธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับแผนและลักษณะการปฏิบัติงานของสมาชิกอื่นๆ 8. สมาชิกทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วน พึ่งพาอาศัยกัน และเห็นความสำคัญซึ่งกันและกัน 9. และเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นระหว่างสมาชิกเพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขัน การบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน1. สมาชิกในห่วงโซ่อุปทานประสานงานสอดคล้องกันทั้งระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อสนับสนุนงาน 2. บูรณาการสารสนเทศ โดยเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลสารสนเทศ และข้อมูลต่างๆ ที่มีผลกระทบการดำเนินงาน 3. บูรณาการกระบายการทางธุรกิจให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อช่วยปรับปรุงความสามารถหลักของแต่ละฝ่าย อีกทั้งเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4. สร้างแบบจำลองธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน และการส่งมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้าในรูปแบบที่ต่างจากเดิมหลักและประโยชน์ SCMในกระบวนการทำงานของกระบวนการของ SCM ทั้งหมด เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดเรื่อง SCM เสียก่อน ผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องจัดเตรียมกระบวนทัพเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทันต่อเหตุการณ์และสอดคล้อง กับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นและทั้งหมดนี้จะสะท้อนภาพออกในมาแง่ของกระบวนการ SCM ที่ก่อประโยชน์ได้อย่างเป็นมรรคเป็นผลที่สุดหลักการพื้นฐานดังกล่าว สามารถพิจารณาออกเป็น 3 มิติ โดยมิติแรกเป็นเรื่องของการ การผสานข้อมูล (Information Integration) โดยจะเป็นเรื่องของการนำข้อมูคลที่ไหลผ่านระบบ SCM มาเปิดเผยให้รับรู้ภายในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลการขาย ข้อมูลสินค้าคงคลัง ข้อมูลการผลิต การตลาด และการขนส่งสินค้า เป็นต้นสำหรับมิติที่สองจะว่าด้วยการ การร่วมมือกัน (Collaboration) ในที่นี้หมายถึงการร่วมมือกันทำงาน ตัดสินใจ ภายในองค์กรและต่างองค์กรเพื่อที่จะมอบหมายงานให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดภายใน SCM เช่น ถ้าเป็นผู้ผลิต อาจจะมีการร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายหลักขอค-งบริษัทในวางแผนการผลิตในอนาคต หรือ ถ้าเป็นกิจการร้านค้าปลีกก็อาจจะให้ซัพพลายเออร์ได้เข้ามาบริหารสินค้าคงคลัง (Vendor Managed Inventory - VMI) หรือเติมเต็มสินค้าอย่างต่อเนื่อง (Continuous replenishment - CRP) จะเห็นได้ว่าความร่วมมือลักษณะนี้เป็นการปฏิวัติแนวคิดจากเดิมที่ต่างคนต่างใช้ทรัพยากรของตัวเอง แต่แนวคิดใหม่นี้จะนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อพัฒนาส่วนมิติที่สามเป็นเรื่องของการ การเชื่อมโยงระหว่างองค์กร (Organizational Linkage) การติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กรเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครบถ้วนและรวดเร็วเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้กระบวนการ SCM สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งการพัฒนาการติดต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้การร่วมมือและประสานงานกันเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพก็สามารถทำได้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น EDI (Electronic Data Interchange) และ การติดต่อสื่อสารผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ดี การทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายประกอบไปด้วย ซึ่งจะเป็นรูปแบบไหนก็ขึ้นกับผลการตัดสินใจร่วมกันของทุกฝ่าย เช่น บางครั้งอาจจะออกมาประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้กระบวนการ SCM ถึงแม้เรื่อง SCM จะเป็นเรื่องใหม่และดูเหมือนจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง แต่ประโยชน์ที่จะได้จากการพัฒนากระบวนการ SCM และเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันระหว่างองค์กรในแต่ละSupply chain นั้นถือได้ว่ามีคุณค่ามหาศาลและอาจถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายความเป็นไปขององค์กรเลยทีเดียวเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์ของ SCM ให้เห็นภาพง่ายขึ้น ผล สามารถอธิบายผ่านกระบวนการทำงานขององค์กรในแง่ของฟังก์ชั่นการทำงาน เช่นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) SCM จะช่วยให้การพัฒนาสินค้าและบริการสามารถตอบสนองความ ต้องการของลูกค้าได้แม่นยำและรวดเร็วได้ทันค-ท่วงทีต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด (Time-to-market)การให้บริการและลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service) SCM จะช่วยให้องค์กรธุรกิจให้บริการลูกค้าได้ตลอดเวลค-า แบบที่เรียกกันว่าตลอด 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วันการบริการการสั่งซื้อสินค้าและบริการ (Order Management) ต่อจากนี้ไปลูกค้ามีทางเลือกใหม่ด้วยค-การสั่งซื้อสินค้าได้ตลอดเวลาผ่านระบบเครือข่าย นอกจากนั้นยังสามารถค้นหาสินค้าและบริการที่ต้องการได้ผ่านระบบด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับติดตามสถานะของคำสั่งซื้อได้ ทั้งหมดนี้ย่อมสร้างโอกาสในการขายสินค้าและบริการมากขึ้น ฝ่ายลูกค้าเองก็มีต้นทุนในการสั่งซื้อที่ถูกแต่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวางแผนและประมาณการกำลังการผลิต (Planning and Forecasting) จากการที่ระบบ SCM จะมีการส่งผ่านข้อมูลจากลูกค-ค้าต่อไปยังหน่วยผลิตแต่ละหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทำให้การนำข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนและประมาณการเป็นไปอย่างแม่นยำ ลดปัญหาผลิตสินค้าเกินหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งจะส่งผลต่อการประมาณการกระแสเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างดีขึ้นการเติมเต็มสินค้าคงเหลือให้เพียงพอตลอดเวลา (Replenishment) จากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในกระบวนการของ SCM ทำให้งานบริหารสินค้าคงเหลือจะง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แลค-ะช่วยแก้ปัญหาสินค้าค้างสต็อกและปัญหาอื่นๆ อีกด้วยการจัดจำหน่ายและการขนส่ง (Distribution and Logistics) จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลงอันเนื่องมาจากการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานหรือองค์กรอื่นในสาย Supply Chainข้างต้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างประโยชน์ของกระบวนการ SCM ที่พวกเราอาจจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง แต่อันที่จริงแล้วยังมีประโยชน์อีกหลายประการที่ยังมิได้กล่าวถึง เช่น ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบและบริการและการผลิต เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ยังได้รับการยืนยันจากผลวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้าน SCM ที่พบว่าบริษัท 110 แห่งทั่วโลกที่นำระบบ SCM ไปใช้มีต้นทุนการผลิตและบริหารงานที่ลดลง ทำให้การบริหารกระแสเงินสดดีขึ้น มีกระบวนการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และ ความยืดหยุ่น แต่ยังคงไว้ซึ่งความแม่นยำและเชื่อถือ ถึงแม้ว่า แนวคิดเรื่อง SCM จะยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการธุรกิจไทย แต่จากกระแสการตื่นตัวและตอบรับจากองค์กรธุรกิจทั่วโลก ถึงเวลาแล้วที่องค์กค-รธุรกิจไทยไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ค้าปลีกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมควรจะต้องหันกลับมาปรับปรุงกระบวนการทำงานของตัวเองพร้อมกับนำความรู้แลค-ะเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจไทย


ERP หรือ ห่วงโซ่ของกิจกรรมขององค์กรองค์กรธุรกิจประกอบกิจกรรมธุรกิจในการส่งมอบสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้า กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรม “สร้างมูลค่า” ของทรัพยากรธุรกิจให้เกิดเป็นสินค้าหรือบริการและส่งมอบ “มูลค่า” นั้นให้แก่ลูกค้า โดยกระบวนการสร้างมูลค่าจะแบ่งออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนจะรับผิดชอบงานในส่วนของตน และมูลค่าสุดท้ายจะเกิดจากการประสานงานระหว่างแต่ละส่วนหรือแผนกย่อยๆ ดังนั้นกิจกรรมที่สร้างมูลค่านั้น ประกอบด้วยการเชื่อมโยงของกิจกรรมของแผนกต่างๆ ในองค์กร การเชื่อมโยงของบริษัทเพื่อให้เกิดมูลค่านี้ เรียกว่า “ห่วงโซ่ของมูลค่า (value chain)”จากรูปแบ่งกิจกรรมออกเป็นส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ การจัดซื้อ การผลิต การขาย ความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ กับองค์กร ดังนี้1. องค์กรมีการส่งมอบสินค้าหรือบริการลูกค้าได้เร็วขึ้น2. ประหยัดเวลาในการขนส่ง3. สร้างมูลค่าและความพึงพอใจให้กับลูกค้า4. การประสานงานของแต่ละฝ่ายหรือแผนก มีประสิทธิภาพERP packageERP package เป็น application software package ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทผู้จำหน่าย ERP package (Vendor หรือ Software Vendor) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างและบริหารงานระบบ ERP โดยจะใช้ ERP package ในการสร้างระบบงานการจัดซื้อจัดจ้าง การผลิต การขาย การบัญชี และการบริหารบุคคล ซึ่งเป็นระบบงานหลักขององค์กรขึ้นเป็นระบบสารสนเทศรวมขององค์กร โดยรวมระบบงานทุกอย่างไว้ในฐานข้อมูลเดียวกันคุณสมบัติที่ดีของ ERP package1. มีคุณสมบัติ online transaction system เพื่อให้สามารถใช้งานแบบ real time ได้2. รวมข้อมูลและ information ต่างๆ เข้ามาที่จุดเดียว และใช้งานร่วมกันโดยใช้ integrated database3. มี application software module ที่มีความสามารถสูงสำหรับงานหลักๆ ของธุรกิจได้ อย่างหลากหลาย4. มีความสามารถในการใช้งานในหลายประเทศ ข้ามประเทศ จึงสนับสนุนหลายภาษา หลายสกุลตรา5. มีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนขยายงานได้ง่าย เมื่อระบบงานหรือโครงสร้างองค์ กรมีการเปลี่ยนแปลง6. มีขั้นตอนและวิธีการในการติดตั้งสร้างระบบ ERP ในองค์กรที่พร้อมและชัดเจน7. เตรียมสภาพแวดล้อม(ระบบสนับสนุน) สำหรับการพัฒนาฟังก์ชันที่ยังขาดอยู่เพิ่มเติมได้8. สามารถใช้กับเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ9. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมาตรฐานระดับโลก มีความเป็นระบบเปิด (open system)10. สามารถ interface หรือเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบงานที่มีอยู่แล้วในบริษัทได้11. มีระบบการอบรมบุคลากรในขั้นตอนการติดตั้งระบบ12. มีระบบสนับสนุนการดูแลและบำรุงรักษาระบบ

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การบ้านวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ

1.ในมุมมองของธุรกิจนั้น การสร้างระบบสารสนเทศควรคำนึงถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องดังนี้ คือ

- ผู้บริหารต้องคำนึงถึงความสอดคล้องระหว่างการดำเนินธุรกิจ เทคโนโลยี และการตัดสินใจที่ต้องกระทำอย่างสอดคล้องกัน ปัจจุบันผู้บริหารต้องประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและการตัดสินใจทางธุรกิจขององค์การอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์และสร้างโอกาสในการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์การ ผู้บริหารต้องสามารถจัดการกับเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1.กำหนดกลยุทธ์องค์การที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
2.กำหนดแผนงานสารสนเทศระดับองค์การและการดำเนินงาน กำหนดโครงสร้างหน่วยงานสารสนเทศ
3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศขององค์การ (information system infrastructure) เช่น อุปกรณ์ ชุดคำสั่ง ระบบสื่อสารและจัดการข้อมูล ระบบสำนักงานอัตโนมัติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดศักยภาพและความยืดหยุ่นในการปรับตัวของงานสารสนเทศในองค์การ
4.กำหนดรายละเอียดการดำเนินงานภายในองค์การ พร้อมทั้งพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมต่อการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดแก่องค์การ
-ระบบสารสนเทศที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานของธุรกิจให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยถูกออกแบบและพัฒนาให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ทางธุรกิจ ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ทั้งองค์การสามารถประสานงานและใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับปฏิบัติงานและระดับบริหาร โดยเราสามารถจำแนกระบบตามหน้าที่ดังต่อไปนี้
-ระบบสารสนเทศด้านการบัญชี(accounting information system)
-ระบบสารสนเทศด้านการเงิน(financial information system)
-ระบบสารสนเทศด้านการตลาด(marketing information system)
-ระบบสารสนเทศด้านการผลิตและการดำเนินงาน(production and operation information system)
-ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล(human resource information system)

2. ท่านคิดว่าการเรียนแบบ Virtual Classroom หรือ E -learning มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ข้อดี

- เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
- ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
- ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
- ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ตั้งประเด็นการเรียนรู้ในห้องเรียน มีความกล้ามากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องแสดงตนต่อหน้าผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น โดยอาศัยเครื่องมือ เช่น E-Mail, Webboard, Chat, Newsgroup-แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ

ข้อเสีย

- ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
- ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
- ผู้เรียน และผู้สอน จะต้องมีความพร้อมในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ทั้งด้านอุปกรณ์ ทักษะการใช้งาน
- ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้

3. สถาบันการศึกษาได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ระบบ E- learning

1.เพิ่มความยืดหยุ่นในด้านเวลา และสถานที่สำหรับผู้ที่อยู่กรุงเทพฯ ต้องพบกับสภาพการจราจรที่ติดขัด โดยเฉพาะช่วงเช้า และช่วงเย็น ส่วนผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด ก็ต้องเดินทางมาเข้ารับการอบรมในกรุงเทพฯ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางมากแต่ด้วยการเรียนแบบ e-learningทุกท่านสามารถเข้าสู่บทเรียนได้จากทุกที่ (ที่มีคอมพิวเตอร์ ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้) อาจใช้เวลาช่วงพักกลางวัน หลังเลิกงาน หรือในวันหยุด ด้วยเวลาเพียงวันละประมาณ1-2 ชั่วโมง ก็สามารถศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้ได้
2.ประหยัดค่าใช้จ่ายการอบรม หรือเรียนในห้องเรียน (Classroom Training) นั้นจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆมากมาย ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สอน ผู้บรรยาย ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน และอื่นๆ ด้วยการเรียนแบบ e-learning จะช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆได้ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการเรียนปกติ
3. ขยายโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบออนไลน์ (Virtual Learning Community) มีลักษณะพิเศษคือ แม้ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน หรือเวลาเดียวกัน ก็สามารถใช้เครื่องมือในการติดต่อสื่อสารต่างๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อ สอบถาม ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างตัวผู้เรียนกับผู้สอน และระหว่างผู้เรียนคนอื่นๆได้อย่างอิสระ ทำให้เกิดกระบวนการถ่ายทอดความรู้ที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหา หรือการนำเสนอ เพื่อให้การเรียนด้วยระบบ e-Learning เกิดประสิทธิภาพสูงสุด4. การติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนe-Learning ของสถาบันฯ จะมีระบบบันทึก ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการเรียนของผู้เรียนได้อย่างครบถ้วน ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียน และผู้สอนสามารถพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความสมบูรณ์ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียนที่ได้กำหนดไว

4. ท่านต้องการที่จะเรียนในระบบ E-learning หรือไม่เพราะเหตุใด

ต้องการจะเรียน ในระบบการสอนแบบ E - learning เพราะเป็นระบบการสอนที่ทันสมัย สะดวกในการเรียนการสอนมากไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถที่จะเรียนได้โดยผ่านอินเทอร์เน็ต และการส่งรายงานหรือการบ้านถ้ามีการส่งงานแบบระบบ E-learning จะช่วยให้ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมากและรวดเร็วในการส่งไม่ต้องมาเสียเวลาในการ ส่งรายงานแบบ Paper เพราะสิ้นเปลืองและล้าช้า แถม ทำให้มีขยะโดยไม่จำเป็นแต่การส่งงานแบบ Mail หรือทาง Blog จะทำให้ประหยัด พื้นทีในการจัดเก็บเอกสาร และเก็บไว้ได้ตลอด และช่วยในการอัปเดทการเรียนเพราะอาจารย์สามารถอัปโหลดไฟล์เข้าไปในเว็บเราสามารถเข้ามาเช็คการเรียนได้ในกรณีที่เราไม่ไดเข้าเรียนใน Class เป็นต้น จะทำให้การเรียนการสอนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เวลาอาจารย์ผู้สอนกับนักศึกษามีอะไรก้สามารถติดต่อสื่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้เลย